<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>อาการปวดหลัง &#8211; QRSPelviCenter</title>
	<atom:link href="https://www.qrspelvicenter.net/category/lower-back-pain/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.qrspelvicenter.net</link>
	<description>ยินดีต้อนรับสู่เวปไซด์ QRSPelviCenter.net</description>
	<lastBuildDate>Fri, 15 Apr 2016 09:00:47 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.2</generator>
	<item>
		<title>อาการปวดหลัง มหันตภัยเงียบที่มาเยือน ยามที่ร่างกายของคุณเสื่อม!</title>
		<link>https://www.qrspelvicenter.net/%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87-%e0%b8%a1%e0%b8%ab%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%a0%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b9%80%e0%b8%87/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 15 Apr 2016 08:13:44 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[อาการปวดหลัง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.qrspelvicenter.net/?p=378</guid>

					<description><![CDATA[อาการปวดหลัง เมื่อพู [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2>อาการปวดหลัง</h2>
<p>เมื่อพูดถึง อาการปวดหลัง หลายคนคงกำลังประสบกับปัญหานี้อยู่ ก่อนอื่น เราต้องมาทำความรู้จักกับโครงสร้างของร่างกาย ที่ทำให้เกิดอาการปวดหลังกันก่อน</p>
<p>1. กระดูกสันหลัง<br />
เป็นกระดูกแกนกลางที่สำคัญของร่างกายในการรองรับน้ำหนักตัว กระดูกสันหลังมีลักษณะเป็นปล้องๆ ตั้งแต่คอถึงเอว โดยจะเรียกตำแหน่งตามตัวเลข ดังนี้<br />
ส่วนคอ (cervical spine) ประกอบด้วยกระดูก 7 ชิ้น (เรียก C1-C7)<br />
ส่วนอก (thoracic spine) ประกอบด้วยกระดูก 12 ชิ้น (เรียก T1-T12)<br />
ส่วนเอว (lumbar spine) ประกอบด้วยกระดูก 5 ชิ้น (เรียก L1-L5) ซึ่งเป็นส่วนที่พบอาการปวดบ่อยที่สุด เนื่องจากเป็นส่วนที่รองรับน้ำหนักของร่างกายส่วนบน<br />
ส่วนกระเบนเหน็บ (sacral spine) ประกอบด้วยกระดูก 5 ชิ้น (เรียก S1-S5) ซึ่งทั้งหมดจะรวมเป็นชิ้นเดียว เรียกว่ากระดูกก้นกบ</p>
<p>2. ข้อต่อกระดูกสันหลัง<br />
บริเวณตำแหน่งที่กระดูกสันหลังแต่ละชิ้นเชื่อมต่อกันเรียกว่า ข้อต่อกระดูกสันหลัง มี 2 ข้าง คือซ้ายและขวา ช่วยให้กระดูกสันหลังสามารถเคลื่อนไหวได้ และระหว่างกระดูกสันหลังแต่ละชิ้นจะมีหมอนรองกระดูกสันหลังคั่นอยู่ ภายในหมอนรองกระดูกมีลักษณะคล้ายเจลลี ซึ่งถ้าหากหมอนรองกระดูกมีการฉีกขาดและส่วนชั้นในเคลื่อนออกมากดทับเส้นประสาท ก็จะทำให้เกิดอาการปวดตามมาได้</p>
<p>3. กล้ามเนื้อหลัง<br />
กล้ามเนื้อหลัง จะทำหน้าที่ในการยึดติดอยู่กับกระดูกสันหลัง โดยมีเส้นเอ็นที่ยึดกระดูกแต่ละชิ้นเข้าไว้ด้วยกัน</p>
<p>4. เส้นประสาทไขสันหลัง<br />
เส้นประสาทไขสันหลัง จะอยู่ในช่องโพรงกระดูกสันหลังจะมีเส้นประสาทไขสันหลังจำนวน 31 คู่ ทำหน้าที่รับความรู้สึกและสั่งงานไปยังอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย</p>
<h4><span style="color: #ff0000;"><strong>สิ่งที่เป็นต้นเหตุให้เกิดอาการปวดหลัง ได้แก่</strong></span></h4>
<p>1. อายุที่มากขึ้น หากไม่ได้รับการดูแล หรือออกกำลังกายจะส่งผลให้เกิดความเสื่อมเพิ่มขึ้น โดยทั่วไปอาการปวดหลังเกิดได้กับคนทุกเพศทุกวัย ทั้งในหนุ่มสาววัยทำงาน และในผู้สูงอายุ<br />
การขาดการออกกำลังกาย ในคนที่ไม่ได้ออกกำลังกายเป็นประจำจะทำให้กล้ามเนื้อรอบกระดูกสันหลังไม่แข็งแรง ไม่สามารถรองรับกระดูกสันหลังได้</p>
<p>2. ความอ้วน ซึ่งแน่นอนคนที่มีน้ำหนักตัวที่มากเกินไป จะส่งผลให้กระดูกสันหลังต้องรับน้ำหนักมากขึ้นกว่าคนปกติ และทำให้เกิดความเสื่อมได้มากขึ้น</p>
<p>3. ไขมันที่พอกพูนบริเวณหน้าท้อง จะส่งผลทำให้สมดุลของร่างกายเสียไป และเพิ่มความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บได้ และเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ร่างกายเสื่อมลงได้เร็วขึ้น</p>
<p>4. การเจ็บป่วยจากโรคบางโรค ที่ส่งผลต่ออาการปวดหลัง เช่น โรคมะเร็ง เนื้องอก ไขข้ออักเสบ โรคไต</p>
<p>5. พฤติกรรมการใช้ชีวิต การทำงาน เช่นในกลุ่มผู้ใช้แรงงานที่ต้องยกของหนัก ใช้แรงงานและท่าทางต่างๆ ที่อาจจะทำให้เกิดสภาวะความผิดปกติของกล้ามเนื้อ รวมไปถึงส่งผลให้กระดูกสันหลังบิด นอกจากนี้ในกลุ่มผู้ที่นั่งทำงานในโต๊ะ เป็นเวลานานก็ส่งผลให้เกิดอาการปวดหลังได้เช่นกัน นอกจากนี้ ในกลุ่มผู้ที่ออกกำลังกาย หักโหม หรือผิดท่า เช่น กลุ่มคนเล่นกอล์ฟ การเอี้ยวตัวที่ผิดจังหวะ ก็ส่งผลเสียต่อสุขภาพเช่นกัน และเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ส่งผลให้เกิดอาการปวดหลังขึ้นได้</p>
<p>6. อากับกิริยา ทั้งในการเดิน นั่ง นอน บางคนชอบงอตัว หลังไม่ตรง ท่านั่งที่ไม่ถูกต้อง ย่อมส่งผลต่ออาการปวดหลังเรื้อรังได้เช่นกัน</p>
<p>7. ความผิดปกติของอาการปวดหลังมาแต่กำเนิด ซึ่งพบน้อย แต่ก็พบได้ในผู้ที่มีปัญหาดังกล่าวเช่น โพรงกระดูกสันหลังตีบแต่กำเนิด กระดูกสันหลังคด กระดูกสันหลังมีมากหรือน้อยผิดปกติ</p>
<p>8. ความผิดปกติของกระดูกและกล้ามเนื้อหลัง อันได้แก่ ภาวะหมอนรองกระดูกกดทับเส้นประสาท โพรงกระดูกหลังแคบ กระดูกสันหลังเคลื่อน เป็นต้น</p>
<p>9. การเจ็บป่วยด้วยโรคอื่นๆ ก็นำมาซื้อ</p>
<h4><strong><span style="color: #ff0000;">อาการ</span></strong></h4>
<p>ผู้ป่วยอาจมีอาการปวดเฉพาะที่หลังเพียงอย่างเดียว หรืออาจมีอาการปวดร้าวมาที่สะโพกหรือขา อาการปวดขาจะปวดไปตามบริเวณซึ่งถูกเลี้ยงด้วยเส้นประสาทเส้นที่ถูกกดทับนั้น ผู้ป่วยแต่ละรายอาจมีลักษณะความปวดแตกต่างกันไป ผู้ป่วยบางรายอธิบายอาการปวดว่ามีลักษณะแหลมเหมือนโดนมีดแทง บางรายรู้สึกปวดหน่วงและหนักที่ขา หรือบางรายอาจรู้สึกเพียงเหน็บชาคล้ายเวลาที่นั่งทับขานานๆ เท่านั้น</p>
<h4><span style="color: #ff0000;"><strong>สัญญาณเตือนที่ควรรีบพบแพทย์</strong></span></h4>
<p>&#8211; อาการปวดหลังที่เป็นเรื้อรังติดต่อกันนานเกินกว่า 3 เดือน<br />
&#8211; ปวดร้าวลงสะโพก ขา จนถึงบริเวณน่องหรือเท้า<br />
&#8211; อาการปวดเฉียบพลันที่ไม่ทุเลาลงเมื่อได้พัก หรือมีอาการปวดรุนแรงจนไม่สามารถเคลื่อนไหวได้<br />
&#8211; อาการปวดหลังจากการได้รับบาดเจ็บหรือหกล้ม<br />
&#8211; อาการปวดร่วมกับอาการอื่นๆ เช่น ควบคุมการขับถ่ายไม่ได้ ขาอ่อนแรง ชาบริเวณขา เท้า หรือรอบทวารหนัก คลื่นไส้ อาเจียน มีไข้ น้ำหนักลดผิดปกติโดยไม่ทราบสาเหตุ</p>
<h4><span style="color: #ff0000;"><strong>ทางเลือกในการรักษา</strong></span></h4>
<p>1. การรักษาโดยการผ่าตัด อยู่ที่อาการที่เป็น และดุลยพินิจของแพทย์ ว่าสมควรที่จะรักษาโดยวิธีการผ่าตัด<br />
2. การรักษาเพื่อลดอาการปวด โดยไม่ต้องผ่าตัด ก็มีหลายกหลายวิธี เช่น กายภาพบำบัด การฉีดยา การรับประทานยา การฝังเข็ม การบริหารกล้ามเนื้อหลังให้ถูกต้อง<br />
3. การรักษาโดยใช้นวัตรกรรมทางการแพทย์สมัยใหม่ ที่มีผลการวิจัยรองรับ ปัจจุบันเทคโนโลยีทางการแพทย์ ก็มีหลากหลาย และมีงานวิจัยรองรับ ว่าสามารถช่วยให้อาการป่วยต่างๆ ทุเลาลงได้</p>
<p>สิ่งสำคัญที่สุด ก็คือการที่เราต้องหมั่นตรวจ และดูแลสุขภาพของเราเอง อย่าประมาท เพราะจะทำให้อาการที่ไม่หนัก กลับกลายเป็นหนักได้ การออกกำลังกาย เป็นสิ่งสำคัญต่อการมีสุขภาพดี แต่ก็ต้องอยู่ในความเหมาะสมด้วยเช่นกัน</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
